MIME-Version: 1.0 Content-Type: multipart/related; boundary="----=_NextPart_01C92574.CE8D98B0" This document is a Single File Web Page, also known as a Web Archive file. If you are seeing this message, your browser or editor doesn't support Web Archive files. Please download a browser that supports Web Archive, such as Microsoft Internet Explorer. ------=_NextPart_01C92574.CE8D98B0 Content-Location: file:///C:/CF023818/Mak_8.htm Content-Transfer-Encoding: quoted-printable Content-Type: text/html; charset="us-ascii"
+++++กลับไปหน้=
าแรก::ธรรมะ+++
&= #3617;รรคมีองค์ 8 &= #3627;รือทางสายก= ;ลาง<= o:p>
อริ=
;ยสัจจ์ข้อท$=
37;่
4 คือ
หนทางที่จะŨ=
9;ำไปสู่ความ=
604;ับทุกข์
(ทุกฺข-นิโรธคามิน&=
#3637;ปฎิปทา-อริยสจฺจ) หนทางสายนี&=
#3657;เรียกว่า
"ทางสา$=
18;กลาง
(มชฺฌิมา =
611;ฏิปทา) เพราะงดเว้&=
#3609;จากข้อปฏิบ=
;ัติที่เอีย#=
91;สุด
2 ประการ
ข้อปฎิบ$=
33;ติเอียงสุด=
3629;ย่างแรก
ได้แก่
การแสวงหาคŪ=
3;ามสุขด้วยก=
634;มสุข
อันเป็นของŨ=
5;่ำทราม
เป็นของธรรũ=
7;ดา
ไม่เป็นประŭ=
0;ยชน์
และเป็นทางũ=
1;ฏิบัติของส=
634;มัญชน
ข้อปฎิบ$=
33;ติเอียงสุด=
3629;ีกอย่างหนึ=
่ง
คือการแ$=
26;วงหาความสุ=
3586;ด้วยการทรม=
านตนเองให้Ŭ=
8;ดือดร้อน
ด้วยการบำเũ=
4;็ญทุกกรกิร=
636;ยาในรูปแบบ&=
#3605;่างๆ
อันเป็นการŨ=
7;รมานร่างกา=
618;
เป็นสิ่งไมŭ=
6;มีค่า
และเป็นสิ่ŧ=
1;ไม่มีประโย=
586;น์
ในเบื้องแรŦ=
5;นั้น
พระพุทธองคŮ=
0;ได้ทรงทดลอ=
591;ปฏิบัติข้อ&=
#3611;ฏิบัติที่เ=
;อียงสุดทั้#=
91;สองประการน=
3637;้มาแล้ว
ทรงพบว่าเปŭ=
5;นสิ่งที่ไร=
657;ประโยชน์
จึงได้ทรงคŭ=
7;นพบทางสายก=
621;างนี้ด้วยป&=
#3619;ะสบการณ์ขอ=
;งพระองค์เอ#=
91;
ซึ่งเป็นทาŧ=
1;ที่ให้ทัศน=
632;และปัญญาอั&=
#3609;นำไปสู่ควา=
;มสงบ
ญาณ การตรัส$=
19;ู้
และนิรวาณะ (พระนิพพาน<=
span
style=3D'font-size:16.0pt;mso-bidi-font-size:12.0pt;font-family:"Angsana Ne=
w"'>) ทางสายกลาง&=
#3609;ี้โดยทั่วไ=
;ปหมายถึง
ทางมีองค์แũ=
1;ดประการอัน=
611;ระเสริฐ
(อริยอฏฐ#=
88;ิกมคฺค) เพราะประกอ&=
#3610;ด้วยองค์
หรือส่วนปรū=
2;กอบ
8 ประการค$=
39;อ
1. =
เห็นชอบ (&=
#3626;ัมมาทิฏิฐิ=
;) (&=
#3611;ัญญา)
ได้แก่
ความรู้อริũ=
8;สัจจ์
4 หรือ
เห็นไตรลักŪ=
5;ณ์
หรือ
รู้อกุศลแลū=
2;อกุศลมูลกั=
610;กุศลและกุศ&=
#3621;มูล
หรือเห็นปฏū=
6;จจสมุปบาท
โดยการเข้าŭ=
1;จชอบหรือเห=
655;นชอบนั้นมี&=
#3629;ยู่
2 ประเภท
คือ 1.ความ=
;เข้าใจคือค$=
23;ามรู้
ความเป็นพหŬ=
1;สูตร
ความมีสติปū=
3;ญญา
สามารถรอบรŬ=
1;้สิ่งใดสิ่=
591;หนึ่งตามข้&=
#3629;มูลที่ได้ม=
;า
ความเข้าใจũ=
1;ระเภทนี้เร=
637;ยกว่า
"ตามรู$=
57;"
(อนุโพธ) เป็นความเข&=
#3657;าใจที่ยังไ=
;ม่ลึกซึ้ง
2.ส่วนควา$=
17;เข้าใจที่ล=
3638;กซึ้งซึ่งเ=
รียกว่า"การรู้แจ้ง&=
#3649;ทงตลอด"
(ปฏิเวธ) หมายถึงมอง&=
#3648;ห็นสิ่งใดส=
;ิ่งหนึ่ง
ตามสภาวะทีŭ=
6;แท้จริง
โดยไม่คำนึŧ=
1;ถึงชื่อ
และป้ายชื่Ū=
9;ยี่ห้อของส=
636;่งนั้น
การรู้แจ้งŬ=
9;ทงตลอดนี้จ=
632;มีขึ้นได้
เมื่อจิตปรū=
4;ศจากอาสวะท=
633;้งหลาย
และได้รับกū=
4;รพัฒนาอย่า=
591;สมบูรณ์ด้ว&=
#3618;การปฏิบัติ=
;สมาธิเท่าน$=
33;้น
2. =
ดำริชอบ (&=
#3626;ัมมาสังกัป=
;ปะ) (&=
#3611;ัญญา)
ได้แก่
ความตรึกทีŭ=
6;เป็นกุศล
ความนึกคิดŨ=
7;ี่ดีงาม
(กุศลวิต#=
85; 3 ประกอบด้วย =
1.ความตรึกปล&=
#3629;ดจากกาม
ความนึกคิดŭ=
1;นทางเสียสล=
632;
ไม่ติดในกาũ=
9;ปรบปรือสนอ=
591;ความอยากขอ&=
#3591;ตน
2. ความต$=
19;ึกปลอดจากพ=
3618;าบาท
ความนึกคิดŨ=
7;ี่ประกอบด้=
623;ยเมตตา
ไม่ขัดเคือŧ=
1;
หรือ
เพ่งมองในแŧ=
1;่ร้าย
3.ความตรึ#=
85;ปลอดจากการ=
3648;บียดเบียนด=
้วยกรุณาไมŭ=
6;คิดร้าย
หรือมุ่งทำŪ=
1;าย)
3. =
เจรจาชอ$=
10; (&=
#3626;ัมมาวาจา) (&=
#3624;ิล)
ได้แก่
วจีสุจริต 4 ประกอบด้วย =
1.ไม่พูดเท็จ =
2.ไม่พูดส่อเ&=
#3626;ียด
3.ไม่พูดห$=
18;าบ
4.ไม่พูดเ$=
14;้อเจ้อ
4. =
กระทำชอ$=
10; (&=
#3626;ัมมากัมมัน=
;ตะ) (&=
#3624;ิล)
ได้แก่
กายสุจริต 3 ประกอบด้วย =
1.ไม่ฆ่าสัตว&=
#3660;
2.ไม่ลักท$=
19;ัพย์
3.ไม่ประพ$=
20;ติผิดในกาม
5. =
เลี้ยงช$=
37;พชอบ
(สัมมาอาชีว&=
#3632;) (&=
#3624;ิล)
ได้แก่
เว้นมิจฉาชū=
7;พ
ประกอบสัมมū=
4;ชีพ
6. =
พยายามช$=
29;บ
(สัมมาวายาม&=
#3632;) (&=
#3626;มาธิ)
ได้แก่
สัมมัปปธาน 4-ประกอบด้วย<=
/span>-1.เพียรระวัง<=
/span>-หรือเพียรป&=
#3636;ดกั้น-คือ
เพียรระวังũ=
8;ับยั้งบาปอ=
585;ุศลธรรมที่&=
#3618;ังไม่เกิดม=
;ิให้เกิดขึ$=
57;น
2.เพียรละ
หรือเพียรกū=
5;จัด
คือเพียรละũ=
0;าปอกุศลธรร=
617;ที่เกิดขึ้&=
#3609;แล้ว
3.เพียรเจ$=
19;ิญ
หรือเพียรกŭ=
6;อให้เกิด
คือ เพียรทำ#=
85;ุศลธรรมที่=
3618;ังไม่เกิด
ให้เกิดมีขū=
8;้น
4. เพียร$=
19;ักษา
คือ เพียรรั#=
85;ษากุศลธรรม=
3607;ี่เกิดขึ้น=
แล้วให้ตั้ŧ=
1;มั่น
และให้เจริŧ=
7;ยิ่งขึ้นไป=
592;นไพบูลย์
7. =
ระลึกชอ$=
10; (&=
#3626;ัมมาสติ) (&=
#3626;มาธิ)
ได้แก่
สติปัฏฐาน 4 ประกอบด้วย =
1.การตั้งสติ&=
#3585;ำหนดพิจารณ=
;ากาย
2. การตั$=
57;งสติกำหนดพ=
3636;จาณาเวทนา
3.การตั้ง$=
26;ติกำหนดพิจ=
3634;รณาจิต
4.การตั้ง$=
26;ติพิจารณาธ=
3619;รม
(ม&=
#3637;รายละเอียด=
;เพิ่มเติม)
8. =
ตั้งจิต$=
17;ั่นชอบ
(สัมมาสมาธิ<=
/span>) (&=
#3626;มาธิ)
ได้แก่ ฌาน
ในทางปฏิบั&=
#3605;ินั้น
คำสอนทั้งหũ=
7;ดของพระพุท=
608;องค์ที่ทรง&=
#3629;ุทิศ
พระองค์สั่ŧ=
1;สอนในช่วงเ=
623;ลา
45 ปีนั้$=
09;
มีส่วนเกี่ũ=
8;วข้องกับทา=
591;สายกลางนี้&=
#3652;ม่ทางใดก็ท=
;างหนึ่ง
พระองค์ทรงŪ=
9;ธิบายทางสา=
618;นี้
โดยวิธิการ
และใช้คำพูŨ=
4;ที่แตกต่าง=
585;ันไปตามควา&=
#3617;แตกต่างของ=
;บุคคลโดยให$=
57;สอดคล้องกั=
3610;ระดับการพั=
ฒนา
และศักยภาพŭ=
1;นการเข้าใจ
และตามได้ทū=
3;นของบุคคลเ=
627;ล่านั้น
แต่สาระสำคū=
3;ญของพระสูต=
619;หลายพันสูต&=
#3619;ที่กระจายอ=
;ยู่ในคัมภั$=
19;์ต่างๆ
ของพุทธศาสŨ=
9;า
ล้วนแต่มีเũ=
9;ื่องเกี่ยว=
585;ับมรรคซึ่ง&=
#3611;ระกอบด้วยอ=
;งค์แปดอันป$=
19;ะเสริฐนี้ท=
3633;้งนั้น
จะต้องไม่เ&=
#3586;้าใจว่า
องค์
หรือส่วนปรū=
2;กอบ
8 ประการข$=
29;งทางสายกลา=
3591;นี้
ต้องนำไปปฏū=
6;บัติทีละข้=
629;
โดยเรียงตาũ=
7;ลำดับหมายเ=
621;ขดังรายการ&=
#3607;ี่ให้ไว้ข้=
;างต้นนั้น
องค์ต่างๆ เ$=
27;ล่านั้นจะต=
3657;องพัฒนาให้=
มีขึ้นพร้อũ=
7;ๆกันมากบ้า=
591;
น้อยบ้าง
ตามแต่ขีดคŪ=
3;ามสามารถขอ=
591;แต่ละบุคคล&=
#3607;ี่จะให้เป็=
;นไปได้
องค์เหล่านū=
7;้ล้วนแต่เก=
637;่ยวโยงกัน
และแต่ละองŦ=
8;์ก็ช่วยส่ง=
648;สริมองค์อื&=
#3656;นๆไปด้วย
องค์ 8 &=
#3611;ระการเหล่า=
;นี้
มีจุดมุ่งหũ=
7;ายเพื่อส่ง=
648;สริม
และทำให้หลū=
3;กการ
3 อย่างขอ#=
91;การฝึกอบรม
และการควบคŬ=
0;มตนเองของช=
634;วพุทธมีควา&=
#3617;สมบูรณ์ยิ่=
;งขึ้น
คือ
1. =
ความประพฤต&=
#3636;ทางจริยศาส=
;ตร์
(ศิล)
2. =
การควบคุมท&=
#3634;งจิตใจ
(สมาธิ=
)
3. =
ปัญญา (ปัญญา)
ดังนั้น
คงจะช่วยใหŭ=
7;ได้เข้าใจอ=
591;ค์
8 ประการข$=
29;งทางสายกลา=
3591;ได้ดี
และได้ใจควū=
4;มต่อเนื่อง=
618;ิ่งขึ้น
หากเราจัดแũ=
0;่งกลุ่มอธิ=
610;ายองค์
8 ประการต$=
34;มหัวข้อ
3 นั้น
ความประพฤตū=
6;ทางจริยศาส=
605;ร์
(ศิล) &=
#3606;ูกสร้างขึ้=
;นมากจากควา$=
17;คิดอันกว้า=
3591;ไกล
ที่ต้องการŭ=
1;ห้มีความเม=
605;ตา
และกรุณาโดũ=
8;ไม่เลือกที=
656;รักมักที่ช&=
#3633;งต่อสรรพสั=
;ตว์ทั้งปวง
โดยตั้งอยูŭ=
6;บนพื้นฐานค=
635;สอนของพระพ&=
#3640;ทธเจ้า
เป็นที่น่าŬ=
8;สียดายว่าม=
637;นักปราชญ์ห&=
#3621;ายท่านลืมอ=
;ุดมการณ์อั$=
09;ยิ่งใหญ่ใน=
3588;ำสอนของพระ=
พุทธองค์นีŭ=
7;ไป
และพากันไปŪ=
7;มกมุ่นอยู่=
649;ต่ในเรื่อง&=
#3609;อกประเด็นท=
;างด้านปรัช#=
97;า
และอภิปรัชŧ=
7;าที่น่าเบื=
656;อหน่ายเมื่&=
#3629;พูด
และเขียนเกū=
7;่ยวกับพุทธ=
624;าสนา
พระพุทธ$=
29;งค์ทรงประท=
3634;นคำสอนของพ=
ระองค์ไว้กŭ=
5;เพื่อประโย=
594;น์แก่ชนหมู&=
#3656;มาก
เพื่อความสŬ=
0;ขแก่ชนหมู่=
617;าก
เพื่ออนุเคũ=
9;าะห์แห่ชาว=
650;ลก
(พหุชนติตาย
พหุชนสุขาย
โลกานุกมฺปū=
4;ย)
เท่าที่ได้&=
#3614;รรณามรรคโด=
;ยย่นย่อมาน$=
37;้
ก็คงจะเห็นŭ=
2;ด้ว่ามรรคเ=
611;็นวิถี
ชีวิตที่แตŭ=
6;ละบุคคลจะต=
657;องนำไปประพ&=
#3620;ติ
และพัฒนาเปŭ=
5;นการควบคุม=
605;นเอง
ทั้งกาย วาจ$=
34;
และใจ
เป็นการพัฒŨ=
9;าตนเงอ
และเป็นการŧ=
4;ำระ
(จิต) &=
#3605;นเองให้บริ=
;สุทธิ์
ไม่ได้เกี่ũ=
8;วกับความเช=
639;่อ
การอ้อนวอน
การบูชา
หรือพิธีกรũ=
9;มใดๆ
โดยนัยน้
จึงไม่เกี่ũ=
8;วกับสิ่งที=
656;คนนิยมเรีย&=
#3585;กันว่า
"ศาสนา"
เป็นทาง$=
07;ี่จะนำไปสู=
3656;การรู้แจ้ง=
ในอุดมสัจจŮ=
0;
ความมัอิสรū=
2;อย่างสมบูร=
603;์
ความสุขและŪ=
6;ันติ
โดยอาศัยกาũ=
9;บำเพ็ญตาม
ศิล สมาธิ
และปัญญาอยŭ=
6;างสมบูรณ์
ในประเทศที&=
#3656;นับถือพุทธ=
;ศาสนาทั้งห$=
21;าย
ยังมีประเพŨ=
3;ี
และพิธีกรรũ=
7;ทางศาสนาที=
656;ประกอบกันแ&=
#3610;บง่ายๆ
และสวยงามใŨ=
9;โอกาสต่างๆ
แต่ประเพณี
และพิธีกรรũ=
7;เหล่านั้นไ=
617;่ได้เกี่ยว&=
#3586;้องโดยตรงก=
;ับอริยมรรค$=
09;ี้
มันมีคุณค่ū=
4;ก็แต่เพียง=
648;ป็นการสนอง&=
#3624;รัทธา
และความต้อŧ=
1;การบางอย่า=
591;ของผู้ที่ไ&=
#3604;้รับการพัฒ=
;นามาน้อย
และช่วยให้Ŧ=
8;นเหล่านั้น=
652;ด้ดำเนินไป&=
#3626;ู่อริยมรรค=
;นี้อย่างค่$=
29;ยเป็นค่อยไ=
3611;เท่านั้น
+++++กลับไปหน=
;้าแรก::ธ=
รรมะ+++